ถ้าใครได้เคยอ่านชาแมนคิง ผมเอง ผมฝันอยากไปอย่างพระเอกในเรื่อง นั่นคือ โย
โยเอง เคยพูดไว้ว่าถ้าได้เป็นชาแมนคิง ก็คงไม่ทำอะไร เพราะอยากอยู่สบายๆ อยู่เฉยๆ ไม่ต้องการอะไรมากมาย
ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน บางที เราไม่ไ่ด้อยากได้อะไรมากมาย อยากสบายๆ

ว่าแล้วผมก็เลยจัดมา...
วันและละวันผมเองไม่อยากจะทำอะไร นั่งๆ นอนๆ กินๆ ดูหนัง ฟังเพลงแค่นั้นก็เพียงพอ บางทีก็เหลือ ก็หาเกมส์ใหม่ หนังใหม่โหลดมาดู ครับ วันๆ ก็มีแค่นั้นจริงๆ ไปทำงานก็เหมือนหมดพลังกายใจ อยากจะทำอะไรอย่างเค้าบ้าง ก็ไม่ได้ทำ เพื่อนฝูงเค้าำทำอะไรกันไปถึงไหน ก็ได้แต่ฝันเมื่อไหร่จะได้อย่างเค้า

แต่ผมไม่ทำ ผมไม่ทำเอง ผมทำไม่ได้ หรือว่าอย่างไร ผมเคยคิดจะทำนั่นทำนี่ก็คิดจริงๆ แหละครับ ไม่ได้คิดเล่นๆ แต่มันไ่ม่ทำซะที จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามผมเรียกสิ่งนี้ความขี้เกียจ

มันเหมือนไม่มีแรงผลักดันจะไปทำอะไรมาก ทั้งๆ ที่ถามใจตัวเองก็ต้องการเช่นคนอื่น แต่เหมือนกับว่าเห็นอุปสรรค อยู่ตรงหน้าแล้วมันเหมือนกับ เอ่อ พอเหอะ ผมชินชากับความจำเจ ในการอยู่เฉยๆ บ้างทีก็ทำให้พลาดงานไปหลายชิ้นเหมือนกัน...

 

ถ้าถามกันจริงๆ ว่าผมรู้ไหมว่าตัวเองควรทำอะไร รู้ครับ รู้ด้วยว่าควรแก้ตรงไหนอะไรยังไง แต่ผมรุ้สึกว่ามันไ่ม่มีพลังจะทำเอาเสียเลย ผมได้แต่มองคนอื่นที่ขยันทำเรื่องราวต่างๆ จนสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน บอกตรงๆ มันน่าอิจฉาครับ .... บางครั้งผมก็ทึกทักเอาว่าความขยันนี่เอง บางทีมันก็เหมือนกับเป็นพรสวรรค์เช่นกัน

 

เชื่อผมเถอะครับว่าพลังแห่งความพยายาม มันจะเป็นผลสำเร็จ ผมเองก็พยายามเ่ช่นกันก่อนอื่น ต้องเลิกขี้เกียจเสียก่อน!!

หลายครั้งที่เสียน้ำตา เพราะความงี่เง่าของตัวเอง ผมเองอยากจะลบภาพนั้นออก ผมเองมีครบ 32 ทุกประการพอที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ...แต่ร่างกายมันกลับไ่ม่มีแรง มันกลับอยากอยู่เฉยๆ เฉื่อยชา...

 

  แย่จริง!!

 

อายคนอื่น ที่เค้าอาจจะอยากมีขาเพื่อวิ่ง อาจจะอยากมีตาเพื่อมอง อาจจะอยากมีมือเพื่อเขียน... เอาเถอะครับผมเอง ก็จะสู้ต่อไป ผมเองอาจจะอยากจะมีจิตใจที่มุ่งมั่นเพื่อตามหาฝันของตัวเอง...

 

อย่างไรก็ถามหากคุณมีปัญหาเดียวกับผม หรือรู้สึกว่าชีวิตนี้ ทำไมเราไม่พยายามอย่างคนอื่นหมดกำลังใจ เอาเถอะครับ ผมว่าเราต้องพยายามกันหนักหนวงที่เดียวกับการต่อสู้กับใจตัวเองเราเอง

วันนี้มีหนังสือมาแนะนำครับ สำหรับคนไม่ได้เรื่อง!!! ควรอ่าน ส่วนคนที่ได้เรื่องแล้วอ่านไว้ก็ไม่เสียหายครับ
หรือถ้าไม่ได้อ่านจริงๆ ก็ไม่เป็นไรครับแต่ผมว่าคุณจะอยากอ่านมัน


วิถีแห่งโนบิตะ : ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน
http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9789749983508

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แต่งจากงานวิจัยของ  Yokoyama Yasuyuki เขียนเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องราวภายในการตูนที่ไม่ได้เป็นแค่การตูนคือเรื่องโดเรม่อนนั่นเอง ในหนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือด้าน Personal Improvement หรือคือการพัฒนาตัวเอง แต่ด้วยการมองตัวเองผ่านโนบิตะ เด็กชายที่ไม่เอาถ่านที่สุดในญี่ปุ่น อันที่จริง เหมือนกับเรามองตัวเราเองแค่เปลือกว่าเราไม่ได้เรื่องเล๊ยยยย ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ แล้วก็นึกถึงโนบิตะ ว่าอยากจะมีโดเรม่อนมาแบบนั้นบ้างจัง ครับ ถ้าคุณคิดอย่างนี้ เช่นเดียวกับผมนั่นแหละ และพอได้อ่านคุณจะมองโนบิตะเปลี่ยนไป... โนบิตะผู้ซึ่งก้าวผ่านปัญหาทั้งหมดได้ด้วยวิธีอันน่าสนใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองนั่นเป็นเด็กชายไม่ได้เรื่อง!!

ครับผมฝากไว้เท่านี้ครับ และขออวยพรในทุกท่านที่กำลังก้าวผ่าน "กำแพงตัวเอง" ให้สู้และผ่านไปได้นะครับ

เทศกาลแห่งการเรียนต่อใกล้เข้ามา ผมเริ่มเปิดหาเว็บไซต์ที่มีทุนการศึกษาต่างๆ ทำให้ผมทราบได้ว่าการจะได้รับทุนประกอบด้วย... อายุของท่าน...ผ่าน การศึกษาที่ผ่านมา...ผ่าน เงื่อนไข...ผ่าน สุขภาพร่างกาย...ผ่าน เกรด.. เฮ้ย เกรดไม่ผ่านนี่หว่า ปิดๆ ไปดูอันต่อไป อืมๆ เกรด ไม่ผ่าน อันต่อไปล่ะ เกรดไม่ผ่าน ไมผ่านอีกแล้ว ที่ไหนมีทุนให้คนโง่บ้างค้าบบบ...

เหมือนเป็นความเก็บกดส่วนตัวที่อยากเรียนสูง แต่โง่และขี้เกียจมั่งครับ ฮ่าๆ ครับผมเองก็อยากไปเรียนเมืองนอกเมืองนากับเค้า เพื่อนๆในรุ่นเอง ก็ตบเท้าได้ทุนกันไปเป็นแถบๆ ทุนส่วนตัวก็มีครับ แล้วผมล่ะ มีเพื่อนคนหนึ่ง ที่ไปเรียนเมืองนอกอย่างเสียไม่ได้ เจ้าตัวบอกว่า ก็ไปเรียนงั้นๆ แหละเอาปริญญา ส่วนความรู้ต้องไปหาข้างนอก ผมขอเถียงครับ ไปเรียนในห้องเรียนก็ต้องได้ความรู้แหละ แล้วข้างนอกก็ได้เหมือนกันแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแค่ไปนั่งในห้องเฉยๆ หรือตั้งใจเรียนเต็มที่

ผมเองคิดเช่นนั้นก่อนครับว่าการเรียนในห้องเรียนก็เรียนไปงั้นๆ แหละชอบทำงานชอบความรู้ข้างนอกมากกว่า แต่ความคิดนี้ อาจจะใช้ได้ไม่ทุกสถานการณ์ครับ บางเรื่องน่ะใช่ แต่บางครั้งไม่ใช่ครับ  การได้รับเกรด และใบปริญญาเป็นเหมือนกุญแจเปิดทางครับ สมมุติว่าคุณเข้าไปทำงานบริษัท แน่นอนครับ ตอนแรกเรายังไม่รู้จักกัน เค้าก็ต้องดูเกรดก่อน ถึงจะมั่นใจว่าทำงานได้ จากนั้นก็เป็นเรื่องของความสามารถในการทำงาน แน่นอนครับ ว่าเกรด ปริญญา หรือง่ายๆ ว่าเรียนมาสูง เป็นใบผ่านทางได้อย่างดี เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้กับคุณในทั้งแง่การศึกษา ศึกษาต่อ และการทำงาน

คุณเรียนมาน้อย เกรดต่ำ คุณอาจจะบอกว่า ก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ครับ ผมก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน แต่โอกาสในตอนแรกของคุณจะน้อยกว่าคนที่เรียนมาสูง และเกรดดีๆ ครับ เชื่อผมเถอะ ผมเจอกับตัว เพื่อนผมคนนึง ต้องการไปเรียนต่ออย่างมาก แต่ด้วยความที่เหมือนผม เรียนมาเกรดสูง (ไปทางพื้นที่ใต้กราฟ) ทำให้ไม่ได้รับโอกาสที่ว่า ตอนนี้ก็เคว้งๆ ครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะยอมเหนื่อยตอนเรียนตอนนี้ หรือไปเหนื่อยตอนทำงานวันข้างหน้าครับ

แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอก ผมคิดว่าทุกคนย่อมมีหนทางที่เหมาะกับตัวเอง แต่ที่เขียนมานี่ อยากจะระบาย และขอบอกเป็นคติเตือนใจ คุณอย่าเพิ่งคิดว่า ทำเกรด หรือตั้งใจเรียนเป็นเรื่องขำๆ มันไม่แน่ในอนาคต ไอ่ตัวเลขเพียงไม่กีัตัวนี้ จะมีความหมายเพียงใด การทำกิจกรรมต่างนั้น ทำได้ครับ แต่อย่าทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เพราะหากคุณได้ก้าวเข้ามาเรียนแล้วล่ะก็ ขอให้จำไว้ว่า ยังมีคนที่ด้อยโอกาสกว่าคุณอีกมากมายแน่นอน ดังนั้นช่วยทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ครับ เพื่ออนาคตของคุณเอง ที่คุณกำหนดด้วยตัวเอง

แต่ก็ฝากไว้นิดนึงนะครับว่า จริงอยู่บทความนี้จะให้ความสำคัญของการศึกษา แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาส ผมจะบอกว่า กุญแจที่เปิดไปสู่โอกาสของคุณ มีอยู่แน่ๆ ครับ อย่าเพิ่งท้อ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ครับ

ขอให้ทุกท่านตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังนะครับ ไม่ว่าคุณจะเรียนอยู่ในระบบการศึกษาใดๆ ก็ตาม นั่นคือ 1 ในดอกกุญแจที่นำท่านไปสู่โอกาสต่างๆ ตามสายอาชีพของท่าน แม้ว่าเกรดไม่ได้สำคัญในการดำรงชีวิตสำหรับบางคน แต่มันทำให้ท่านเสียโอกาส  ในเมื่อได้ก้าวเข้ามาศึกษา ได้มีโอกาสแรกที่จะสร้างกุญแจสู่โอกาสต่อไป จะทำเนียน ปล่อยเบลอ เรียนให้จบๆ ไปล่ะก็ ท่านจะเสียใจภายหลังครับ คิดถึงคนที่เค้าไม่ได้เรียนสิครับ

และในตอนท้ายนี้ ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าผมบอกให้ทำเกรดจนกว่าจะตายกันไปข้าง ครับ ทำเกรดให้ดี กับทำให้ได้เต็มทุกวิชาไม่เหมือนกันครับ ไม่ได้เรียนเอาโล่ครับ เรียนให้ดี แต่พอดี คุณแบ่งเวลาให้ดี เรียนให้เต็มที่ กิจกรรมต่างๆ นอกห้องเรียนก็ทำบ้างครับ ชีวิตไม่ใช่ไม้บรรทัด นี่เป็นเพียงทางหนึ่งเท่านั้นครับ...

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนที่กำลังต่อสู้ครับ

เพื่อนของผมคนหนึ่งให้คำแนะนำที่ดีที่สุดไว้ว่า วันแต่ละวันเป็นของขวัญที่มีค่า และไม่ใช่ิสิ่งที่ทุกคนจะได้ อย่าปล่อยให้อะไรผ่านไป ทิ้งความกังวลไว้ข้างหลัง พยายามคว้าทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้ และขอให้ก้าวต่อไปของเรา เป็นก้าวที่ยาวที่สุด

ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา...

 

ผมเคยกังวลเหมือนกันคนอื่นๆ ทั่วไป ว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร จะได้ทุกอย่างดังที่ฝันไว้หรือไม่ แผนการต่างๆ ที่กำลังทำอะไรให้ผลดังที่ตั้งใจไว้ไหม หรือบางครั้งยังจมอยู่กับอดีตที่ผิดพลาดไป ครับ ผมเองมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่ในหัวเต็มไปหมด อดีตที่ก้าวผิดพลาด นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ และเรื่องไม่สำคัญ สิ่งเหล่านี้เหมือนโซ่ พันธนานการ ตัวเองไม่กล้าจะัฝัน ไม่กล้าจะเดิน หลีกหนีกาลเวลา ปิดตัวเองอยู่เพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยม ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป...

หลายครั้งที่ผมเองเสียเวลาไปกับการอยู่เฉยๆ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ไปตามความสนุกสนานของตัวเอง เล่นเกมส์ ดูทีวี ออกไปนอกบ้าน สนุกสนาน จริงอยู่หลายคนพูดว่านี่คือรางวัลชีวิต เกิดมาสักครั้งให้มีชีวิตอย่างมีความสุขและเต็มที่กับตัวเอง ถ้าหากจะนั่งลงพูดคุยกันถึงว่าชีวิตควรเกิดมาแล้วทำอะไร คงจะไมไ่ด้ข้อสรุปที่แน่นอน เพราะคนเราไม่เหมือนกัน ใครอยากทำอะไรที่มีความสุข ก็ทำไปเถอะครับ แต่สิ่งนึงที่ผมพอจะเห็นได้คือหลายคน... ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และดูเหมือนมีชีวิตที่ดี สมบูรณ์ดั่งใจ แต่นั่นอาจจะยังไม่ใช่เป้าหมายที่เค้าหามานาน หรือฝันในวัยเด็กของเค้ายังไม่ถูกเติมเต็ม หรือทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังใช้ชีวิตให้ไปเรื่อยๆ

ผมเองคงไม่อาจจะกล่าวว่าใครใ้ช้ชิวิตไปวันๆ เป็นคนไร้จุดหมายหรอกครับ เพียงแต่จะบอกว่า คุณอาจจะกำลังลืมฝันในวััยเด็กของตนเอง ลืมไปว่าต้องการอะไร เหมือนกับตัวเราเอง ทอดทิ้งความรู้สึกตัวเราเอง และบอกแค่ว่าช่างเถอะ มาได้แค่ไหน อาจจะด้วยความผิดหวังในอดีต ด้วยเหตุต่างๆ ทำให้เราคิดว่า ฝันนั้นยากจะเป็นจริง

ในทางพระพุทธศาสนาเอง มีำคำสอนที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตไว้มากมาย ผมเคยได้ยินถึงคำสอนที่ว่า กว่าจะมาเกิดเป็นคนนั้นยากแสนลำบาก พอจะเปรียบได้ดังนี้ครับ จิตนาการว่่า มีมหาสมุทธกว้างใหญ่ แล้วมีห่วงยางลอยอยู่อันนึง แล้วก็มีเต่าตัวหนึ่ง ที่ร้อยปีจะโผล่ออกมาจากใต้มหาสมุทธ ถ้าหากเต่าโผล่มาระหว่างห่วงยางพอดี เราถึงจะมีโอกาสเกิดเป็นคน ถ้าพลาดก็รอกันไปอีกร้อยไปครับ ครับฟังดูยากเย็นมากไหมครับ เอาล่ะครับ ถ้ามันยากขนาดนี้ คุณจะปล่อยชีวิตให้ผ่านไปเลย โดยละเลยสิ่งที่อาจจะสำคัญที่สุดที่เรามองข้ามไปได้นะครับ

ช่วงก่อนหน้านี้มีการพูดถึงการพูดปราศัย ที่เรียกว่า The Last Lecture ของ Dr. Randy Pausch หลายคนของร้องอ๋อ ขึ้นมาทันที การพูดของเค้าเล่าเพียงการไขว่คว้าหาความฝันในวัยเด็ก แล้วทำมันอย่างมุ่งมั่น ฟังดูไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อะไร ถ้าแต่เพียงคำพูดของชายผู้นี้ เป็นคำพูดของคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไป ครับ Dr. Randy Paush นั้น ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เค้าเล่าถึงการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าว่ามันคืออะไร การใช้ชีวิตให้สนุกสนาน และตามความฝันในวัยเด็กต่อไป ใช่ครับ ถึงแม้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่หน้าที่ของเราไม่ใช่มากลัวความตาย แต่หากทำสิ่งใดสักสิ่งให้สมกับที่เกิดมาเป็นคนๆ หนึ่งครับ

ข้างบนนี้คือ clip การพูดของเค้าครับ สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้ดู

แน่นอนครับ หากชีวิตเป็นสิ่งมีค่า หากชีวิตนี้จะจบลงเมื่อไหร่ไม่รู้ เราจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านเลยไป โดยไม่คิดจะทำอะไรเหรอครับ คณอาจจะสนุกไปกับชีวิตได้ เพราะชีวิตเป็นของคุณใช่ครับ แล้วถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของคุณล่ะครับ... คุณยังจะปล่อยให้มันผ่านเลยไปไหมครับ ผมเอง ได้ไปงานศพของคนที่อายุไล่เลี่ยกับผมมาสองสามศพแล้วครับ เวลาของผมเอง อาจจะอยู่ถึงแค่กด publish บทความอันนี้ก็ได้ ดังนั้นจึงขอฝากและเืตือนใจทุกคนที่อ่านครับ

เชื่อมั่นในตัวคุณ และฝันของคุณต่อให้มันเป็นอะไรก็ตาม และใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงตามใจ ถึงแม้เวลาจะเหลือน้อย และก็ใช้ให้มีประโยชน์ที่สุด แต่ขอให้คุ้มกับที่เกิดมาเป็นคน นึกถึงตัวเอง นึกถึงคนอื่นและสิ่งรอบข้างคุณด้วยนะครับ เพราะคุณไม่ได้เกิดมาอยู่บนโลกใบนี้คนเดียว

 

.... ถ้าหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของคุณ แล้ววันพรุ่งนี้สายเกินไปเสียแล้ว คุณจะกล่าวคำอำลากับวันพรุ่งนี้หรือไม่ คุณจะใช้ชีวิตเหมือนกับมันเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ทิ้งภาพอดีตไว้เพียงข้างหลัง และบริจาคทุกบาทของคุณที่มีหรือไม่?

.... แล้วคุณจะโทรหาเพื่อนทีุ่คุณไม่เคยเจอไหม จะนึกถึงความทรงจำดีๆ หรือไม่ จะให้อภัยศัตรูของคุณไหม และจะค้นหาคนในฝันของคุณไหม และตะโกนบอกท้องฟ้า บอกผู้ที่อยู่บนนั้นว่า ในที่สุดแล้วคุณก็พบคนที่คุณรัก ในวันสุดท้ายของชีวิต

ท้ายนี้ฝากเพลงๆ นี้เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจในการค้นหาฝันของตัวเองนะครับ

 

ปล. สำหรับคนที่อยากได้เนื้อก็ link นี้เลยครับ 

edit @ 30 Aug 2009 16:46:52 by i am prophet